PASSPORTER

IN THE EMBRACE OF MOUNT BROMO

ภูเขาไฟลูกใหญ่อันคุกรุ่น เจ้าแห่งขุนเขาที่ต้องไปเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต

ภูเขาไฟโบรโม่ (MOUNT BROMO) สถานที่นัดพบไฟต์บังคับของนักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเยือนอินโดนีเซีย ตั้งตระหง่านอยู่ภายในเขต อุทยานแห่งชาติโบรโม่ เทงเกอร์ เซเมรู (BROMO TENGGER SEMERU NATIONAL PARK) ซึ่งเป็นจุดเด่นที่สุดจุดหนึ่งของเกาะชวาตะวันออกและเป็นหมุดหมายที่ใครหลายคนตั้งเป้าว่าจะมาเยือนให้ได้ ด้วยเพราะเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับซึ่งมีอยู่น้อยแห่งนักในทวีปเอเชีย

โบรโม่เป็นภูเขาไฟที่ไม่ได้สูงมาก หากแต่มีควันพวยพุ่งออกจากแอ่งภูเขาไฟตลอดเวลา ถ้าเปรียบกับตัวการ์ตูนคงเหมือนอันธพาลร่างเตี้ยอารมณ์ร้อนที่มีควันออกหูเวลาโกรธ แต่ถ้าได้มาลองยืนอยู่ที่ปากปล่องภูเขาไฟแล้วจะรู้ว่า ควันที่พ่นออกมานั้นไม่ใช่ความเกรี้ยวกราดขึงขังเลยแม้แต่น้อย หากแต่เป็นมนต์เสน่ห์ที่พร้อมทำให้หลงใหลและละสายตาได้ยากจากความอัศจรรย์

เริ่มต้นการเดินทาง

ช่วงเย็นของวันอันแสนยุ่งเหยิง ผมและเพื่อนขึ้นรถบัสออกจาก เมืองมาลัง (MALANG) มุ่งหน้าสู่โบรโม่ ซึ่งด้วยความที่เราให้ไกด์ท้องถิ่นจัดการเรื่องรถให้เลยรู้มาว่าระหว่างทางต้องเปลี่ยนรถหนึ่งครั้งเพราะความคับแคบของเส้นทาง พอได้ย้ายตัวขึ้นมาอยู่บนรถตู้เท่านั้นแหละ โอ้โห! ทางคดเคี้ยวมากและดูท่าจะเลี้ยวหักศอกกันอีกนับครั้งไม่ถ้วนจนถึงขั้นต้องหยิบยาดมขึ้นมาสูดเป็นตาแก่ท้ายรถตู้ทันที

รถตู้ของเราไม่ติดแอร์ กระจกทุกบานเปิดรับอากาศภายนอกให้ลมเย็นแล่นผ่านตัวรถ มองออกไปในเวลาค่ำที่อากาศค่อนข้างหนาวเย็นอย่างนี้ ผู้คนยังคงออกมาจับกลุ่มคุยกันตามริมถนน บ้างนั่ง บ้างยืน ร้านค้าบางร้านก่อกองไฟเอาไว้หน้าร้าน ใครอยากเข้ามาอิงไออุ่นก็ไม่มีปัญหา ต่างคนคงมีเรื่องราวระหว่างวันมาเล่าสู่กันฟัง เผยให้เราได้เห็นถึงความใกล้ชิดที่พวกเขามีต่อกัน รวมทั้งต่อธรรมชาติด้วย ช่างเป็นอะไรที่น่าอิจฉาและน่าหลงใหลเหลือเกิน

หลังจากมองวิวยามค่ำคืนและผู้คนมาตลอดทางจนลืมนึกถึงความคดเคี้ยวของถนน รถตู้ของเราก็ชะลอความเร็วเข้าจอดหน้า โบรโม่คอทเทจ (BROMO COTTAGE) ที่พักในคืนนี้ เราลงจากรถ ขนกระเป๋า และโกยเรี่ยวแรงอันอ่อนล้าไปกองไว้บนเตียง ให้เวลาแห่งการพักผ่อนได้รวบรวมพละกำลังกลับมาอีกครั้ง เพื่อไปรอพบภูเขาไฟโบรโม่เช้าตรู่วันพรุ่งนี้

เมื่อแสงแรกโผล่พ้นขอบฟ้า

ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณตี 3 เสียงนาฬิกาปลุกดังแล้ว พวกเราตื่น แต่ท้องฟ้ายังไม่ตื่นเพราะข้างนอกมืดสนิท เราเดินออกไปหน้ารีสอร์ท เห็นรถจี๊ปพร้อมออกเดินทาง แต่พวกเราขอเวลานอกเดินกลับเข้ามาในตัวอาคารอีกครั้งเพื่อหลีกหลบความหนาวด้านนอก จิบชากาแฟเติมความอุ่นให้ร่างกายเพื่อเตรียมพร้อมออกไปปะทะกับลมหนาว เมื่อทุกคนพร้อมก็เดินขึ้นรถจี๊ป หนึ่งคนนั่งหน้าข้างคนขับ อีก 4 คนนั่งหลัง โดยแถวที่นั่งด้านหลังตั้งไว้ให้เราหันหน้าเข้าหากัน ได้อารมณ์แบบรถสองแถวบ้านเรานี่เอง

จุดชมวิวบนยอดเขาปานันจากัน (MOUNT PENANJAKAN)

คือจุดหมายปลายทางแรกที่กำลังจะมุ่งหน้ากันไปในเช้าวันนี้ โดยเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่ดีที่สุด เส้นทางขึ้นเขาคดเคี้ยวใช่เล่น ด้วยเวลาราวครึ่งชั่วโมง รถจี๊ปก็มาถึงจุดจอดรถ หลังจากนั้นต้องเดินเท้าต่อขึ้นไปที่จุดชมวิวกันเอง ทางเดินยังคงมืดสนิท โชคดีที่เตรียมไฟฉายคาดหัวมาด้วย เส้นทางเดินขึ้นเป็นถนนลาดยางที่ค่อนข้างชัน กินแรงหน้าขาไปไม่ใช่น้อย แต่ถ้าใครไม่อยากหมดแรงไปกับการเดิน ระหว่างทางก็มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างคอยบริการซึ่งราคาก็แล้วแต่ต่อรอง โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 50 บาท ถ้าใครเดินไหวบรรยากาศยามเช้าก็คุ้มค่า คิดเสียว่าเป็นการอบอุ่นร่างกายไปในตัว ซึ่งมันก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะเมื่อเราขึ้นไปถึงจุดชมวิว ท่าทางพระอาทิตย์ขี้เซายังคงต้องใช้เวลาอีกสักพักก่อนที่จะโผล่พ้นขอบฟ้ามาทักทาย จากอากาศอันเย็นสบาย มาถึงจุดนี้กลายเป็นเย็นยะเยือกแทน หนาวจนต้องคุมร่างกายไม่ให้สั่น ส่วนมือนั้นก็แข็งมากจนหยิบจับอะไรไม่ค่อยถนัดนัก ต้องพยายามซุกมือทั้งสองเพื่อคงความอบอุ่นไว้บ้าง

หมอกจับตัวหนามากในเช้ามืดวันนั้น จนเราหวั่นใจว่ายอดโบรโม่จะโผล่พ้นหมอกหนาขึ้นมาไม่ได้ ระหว่างที่พวกเราหามุมตั้งกล้องเพื่อรอพระอาทิตย์ขึ้น พอแหงนมองขึ้นฟ้า ดาวนับพันดวงหรือเท่าไหร่ดวงระยิบระยับเต็มท้องฟ้า เหมือนเม็ดทรายถูกโปรยลงบนผ้าสีดำสนิทที่ทำให้เราสามารถแยกแยะเห็นเม็ดทรายชัดเป็นเม็ดเล็ก ๆ ช่างเป็นความเพลิดเพลินของช่วงเวลาในการรอคอยที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขเสียจริง

พระอาทิตย์ค่อย ๆ โผล่พ้นขอบฟ้า สายตาของนักท่องเที่ยวที่จดจ้องและขุนเขาที่รอคอยไออุ่นจากแสงอาทิตย์พร้อมโอบรับเช้าวันใหม่ไปด้วยกัน วินาทีที่แสงแรกอาบลงบนภูเขา เหมือนเวลาเดินช้าลง เสียงชัตเตอร์เริ่มดังขึ้น ผู้คนรอบข้างกอดกันตัวกลม สายหมอกเคลื่อนตัวหลบอย่างเอื่อยเฉื่อย พร้อมกับพาความหนาวเหน็บให้ค่อย ๆ จางหายไป เราได้เห็นกลุ่มเทือกเขาอย่างเด่นชัด ทั้งโบรโม่ บาต๊อก และเซเมรู การรอคอยที่จะได้เห็นวิวพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้านั้นช่างคุ้มค่ากับความอดทน มันอิ่มเอมจนทำให้เราหันหน้าไปปันรอยยิ้มให้เพื่อนร่วมทางโดยไม่รู้ตัว

มุ่งหน้าสู่ปากปล่องภูเขาไฟ

ได้เวลาไปเหยียบโบรโม่ให้ถึงที่ด้วยเท้าของเราเองแล้ว เราเดินลงจากจุดชมวิวเพื่อขึ้นรถจี๊ปอีกครั้ง ทางลงเขาเป็นวิวที่สวยมาก ฟ้าใสสลับแมกไม้ เราเฝ้ามองดูโบรโม่อย่างไม่อาจละสายตา จนมาถึงจุดหนึ่งก็เหลือบไปเห็นเซเมรู ภูเขาไฟลูกข้าง ๆ ที่ดูเหมือนจะหลับใหลอยู่ สะดุ้งพ่นควันออกมาทักทายไม่ให้น้อยหน้าพี่ใหญ่อย่างโบรโม่ พวกเราขอให้คนขับหยุดรถตรงที่เหมาะกับการถ่ายรูป และเดินไปเก็บภาพเซเมรูที่เพิ่งพ่นควันออกมา เป็นความรู้สึกดีใจอย่างหนึ่งหลังจากเก็บภาพนั้นมาได้ และเมื่อเดินกลับมาที่รถก็พบกับดอกไม้ชนิดหนึ่งคุ้นตา เป็นดอกไม้ที่ถูกจัดอยู่ในช่อดอกไม้ซึ่งผมซื้อติดมือมาระหว่างทาง เพื่อนำไปสักการะภูเขาไฟโบรโม่นั่นเอง น่าเสียดายที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าดอกไม้นั้นชื่อว่าอะไร

เราเลือกได้ว่าจะเดินหรือนั่งม้าไป ซึ่งแน่นอนว่าพวกเราเลือกม้า ผมนั่งบนหลังของม้าสีขาวที่มีอานหนังโชนประสบการณ์ หลังจากนั้นก็ปล่อยให้คนจูงม้าพาไปเพลิดเพลินกับวิวของเหล่าภูเขาที่ห้อมล้อมอยู่ทุกหนแห่งบนที่ราบอันเต็มไปด้วยผืนทราย แต่ละก้าวของม้าจะเตะฝุ่นขึ้นมาคละคลุ้งไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นม้าที่เรานั่งอยู่หรือม้าของคนที่ผ่านมา ผ้าบัฟ (ผ้าปิดจมูก) มีประโยชน์มากในช่วงนี้เพราะจะช่วยกันฝุ่นที่ลอยมาตามสายลมได้ แถมยังทำให้เราดูเป็นนักผจญภัยเพิ่มขึ้นด้วย

พอลงจากหลังม้าแล้ว คนจูงจะส่งกระดาษแผ่นเล็กแผ่นหนึ่งมาให้เรา มันมีชื่อของเขาเขียนอยู่ เพื่อที่เราจะได้กลับมาขี่มาตัวเดิมกลับไปที่รถ พวกเขามาส่งเราจนถึงตีนเขา ผมหยุดยืนรอเพื่อนเพื่อจะเดินขึ้นบันไดไปสู่ปากปล่องภูเขาไฟด้วยกัน มองไปรอบ ๆ แววตาของผู้คนรอบข้างทำให้สัมผัสได้ถึงพลังของโบรโม่ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาได้มากมายขนาดนี้ ซึ่งสำหรับผมเอง ก้าวที่กำลังจะขึ้นไปรับประสบการณ์ครั้งใหม่นี้ก็ถือเป็นสิ่งพิเศษเช่นเดียวกัน

วิวกว้างสุดสายตา ท้องฟ้ากระจ่างใส ลมพัดโชยอ่อน และควันภูเขาไฟ

เมื่อได้มายืนอยู่บนปากปล่องภูเขาไฟ ช่างเป็นสิ่งที่โชว์ความอลังการของธรรมชาติอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน แอ่งหลุมลึกมีควันพวยพุ่งขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย มองลึกลงไปในหลุมมีซัลเฟอร์เกาะอยู่ตามขอบปล่องเต็มไปหมด สีเหลืองอมส้มเห็นชัดแต่ไกล ท่ามกลางความบริสุทธิ์เช่นนี้ไม่อาจทำให้ละสายตาจากความอยากรู้อยากเห็นได้เลย แต่บางครั้งก็จำเป็นต้องทำ ด้วยความระคายเคืองจากละอองกำมะถันที่ลอยมากับควัน มันค่อนข้างแสบตาแต่ก็ไม่มาก และอีกสิ่งหนึ่งคือกลิ่นกำมะถันคล้ายไข่เน่าที่เหม็นใช้ได้เลย! ถ้าไม่ค่อยแข็งแรงเมื่อสูดเข้าไปก็จะรู้สึกแสบคอเล็กน้อย การมีผ้าบัฟไว้ช่วยปิดปากปิดจมูกสักหน่อยนั้น ช่วยทำให้ความเพลิดเพลินบนยอดภูเขาไฟนั้นไม่สะดุด น่าเสียดายที่ผมดันลืมช่อดอกไม้ที่ตั้งใจจะนำสักการะที่นี่ ได้แต่เพียงมองด้วยตาและใจอันเป็นที่เคารพต่อดินแดนแห่งนี้ก็น่าจะพอแล้ว

โบรโม่มอบประสบการณ์ใหม่ที่น่าหลงใหลเพิ่มเข้ามาในความทรงจำที่ดีของผม ช่วงเวลาที่เป็นความประทับใจไม่รู้ลืม และไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่ายังอยากกลับมาที่นี่อีก มันรู้สึกเหมือนต้องมนต์ เมื่อยืนอยู่บนจุดสูงสุดของภูเขา มองวิวรอบทิศ หันดูรอบทาง วิวอันเวิ้งว้างที่ล้อมกรอบด้วยกลุ่มขุนเขาอันยิ่งใหญ่ ช่างทำให้รู้สึกว่าเรานั้นตัวเล็กกระจิดริดเสียจริง กับการได้อยู่ในอ้อมกอดของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่และงดงามเช่นนี้

 

mm

Author: BAREFOOT TEAM

TAKE OFF YOUR SHOES AND BE FREE