 |
Destination |
 |
| |
|
|
| |
 |
| |
|
| |
| เริ่มออกเดินทางจาก ททท. สำนักงานใหญ่ โดยจุดหมายแรกที่แวะชมคือ “ตลาดน้ำหัวหิน” ซึ่งเป็นตลาดน้ำแห่งใหม่เพิ่งเปิดไม่นานนี้ ตลาดน้ำหัวหินโดดเด่นด้วยหมู่อาคารสไตล์หัวหินย้อนยุคที่มีชื่อตามอำเภอของประจวบคีรีขันธ์ เชื่อมต่ออาคารแต่ละหลังด้วยสะพานไม้ จำหน่ายสินค้าที่ระลึกหลากหลายและอาหารมากมายได้ให้ลิ้มลอง แถมยังมีมุมสวย ๆ เอาไว้ให้ได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกอีกต่างหากช่วงบ่ายเราขึ้นสู่เขาเรดาห์ด้วยบรรยากาศที่ไม่เป็นใจเท่าไหร่นัก ฝนกระหน่ำตกจนไม่สามารถแม้แต่จะลงจากรถและแน่นอนคงไม่มีเหยี่ยวที่ไหนเดินทางในอากาศอย่างนี้เป็นแน่ ทำให้ต้องพากันถอยทัพกลับมาที่พักที่บ้านกรูด อะเคเดียรีสอร์ทก่อน รีสอร์ทนี้มีบรรยากาศใกล้ชิดกับธรรมชาติสุด ๆ ยืนยันได้ด้วยห้องอาบน้ำแบบโอเพ่นแอร์ให้ได้อาบน้ำใต้แสงจันทร์และหมู่ดาว แสนโรแมนติกอย่าบอกใครวันรุ่งขึ้นรีบเดินทางแต่เช้าไปยังเขาเรดาห์เพื่อร่วมเปิดงานเทศกาลดูเหยี่ยวอพยพ พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานในการปล่อยนกเหยี่ยวที่ได้รับการช่วยเหลือและฟื้นฟูจากหน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อ มหาวทิยาลยัเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน รวมทั้งมีกิจกรรมประกวดวาดภาพเหยี่ยวโดยเยาวชนในพื้นที่ช่วงบ่ายจึงมุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีเพื่อไปดูช้างป่าและกระทิงซึ่งมีอยู่มากมายในป่าแห่งนี้ เมื่อไปถึง เราได้ไปไหว้ศาลประกำช้างที่แรกของโลก ด้วยความเชื่อว่าจะสามารถปกป้องช้างป่ามิให้ถูกทำร้ายหรือฆ่าตายอีกต่อไป จากนั้นจึงซุ่มตัวกะจะรัวชัตเตอร์ใส่บรรดาช้างป่าตรงบริเวณหน้าผาโชคดีที่แดดไม่ร้อนจัดเกินไปนัก เราจึงได้เห็นฝูงกระทิงลงมากินอาหารกันหลายฝูง นับรวมๆ ร่วม 50 ตัว แต่เสียดายที่วันนี้ไม่มีช้างป่าลงมาโชว์ตัวเลยสักตัวเดียวคืนนั้นมีโอกาสแวะที่ตลาด 200 ปีปราณบุรี แต่เราคงไปถึงดึกไปหน่อย หลาย ๆร้านจึงปิดไปแล้วเป็นส่วนมาก แต่ก็ยังมีร้านที่ยังเปิดอยู่และแสดงให้เห็นถึงความเป็นตลาดเก่าได้อย่างดี นั่นคือร้าน “โปรดปราณ” และร้าน “อาม่า” โดยร้านโปรดปราณให้บริการเครื่องดื่มและขนมปังปิ้ง รวมทั้งได้เปิดชั้น 2ให้ขึ้นไปถ่ายรูปจากระเบียงเป็นที่ระลึกด้วยส่วนร้านอาม่านั้นขายของเล่นและของโบราณทำให้นึกย้อนกลับไปถึงความทรงจำในวัยเยาว์ได้ดีทีเดียวเช้าวันรุ่งขึ้น เรารีบออกเดินทางกันแต่เช้า มุ่งหน้าไปยังแหลมผักเบี้ยเพื่อตามหาวาฬบรูด้า ซึ่งจะพบได้ถึงเดือนสิงหาคมถึงเดือนธันวาคมที่เป็นช่วงน้ำเบียด (เป็นภาษาท้องถิ่น หมายถึงน้ำจืดจากแม่น้ำไหลลงอ่าวไทยเป็นจำนวนมาก) การเข้าไปชมวาฬบรูด้านั้นต้องโดยสารเรือชาวประมงออกไปยังทะเลที่จะลึกพอสมควร และหากพบวาฬแล้วต้องเว้นระยะห่างประมาณ 100 เมตรเพื่อมิให้เป็นการรบกวน และในครั้งนี้ แม้จะแล่นเรือออกมาเป็นชั่วโมง แต่เจ้าวาฬก็ไม่ยอมปรากฏตัวให้ได้เห็นเลย แต่ถึงอย่างนั้นการได้ชมธรรมชาติโดยรอบซึ่งเป็นป่าชายเลนได้เห็นนกน้ำหลากหลาย รวมทั้งเหยี่ยวแดงที่ออกมาหากินในเวลากลางวัน การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการเสียเที่ยวแต่อย่างใดแถมก่อนกลับยังได้แวะมาทำสปาเกลือที่ร้านกังหันทอง หลังจากที่ทำร้ายผิวด้วยการกรำแดดมาครึ่งค่อนวัน ที่นี่นอกจากจะมีบริการสปาเกลือแล้ว ยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์สปาเกลอื เพอื่ ให้นำกลับไปทำเองที่บ้าน พรอ้มทั้งมีการสาธิตการทำผลิตภัณฑ์ด้วยนะคะเที่ยวครั้งนี้ได้ ทั้งขึ้นเขา เข้าป่า และลงทะเล...ครบรสจริง ๆ ค่ะ |
|
credit
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ภูมิภาคภาคกลาง |
|
|
 |
|
 |
|
|